
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
สมัยผมยังเด็ก จีนยังเป็นประเทศที่ “ยากจน” เป็นดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ที่แทบไม่มีใครอยากไปเที่ยว
แต่แล้ว ภายในเวลาสามทศวรรษหลังเปิดประเทศออกค้าขายกับชาวโลก เศรษฐกิจจีนก็เติบโตขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด สาเหตุสำคัญมาจากประชากรจำนวนมหาศาลกว่าหนึ่งพันล้านคน ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานสร้างผลิตผลให้กับประเทศ
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ในระดับ “เลขสองหลัก” และก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก เหนือกว่าทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนี เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียว
ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไป คือความเข้าใจของคนไทยจำนวนมาก ที่ยังคิดว่าจีน “ไม่พัฒนา” บางคนก็เข้าใจว่าคนจีนยัง “จน” กว่าเรา
ในประเด็นเรื่อง “ใครรวยกว่าใคร” หรือหากจะพูดให้ชี้ชัดมากขึ้น ก็ต้องเรียกว่า “ความอยู่ดีกินดีของประชาชน” เราต้องไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจจึงจะทราบ ซึ่งค่ามาตรฐานที่นิยมใช้วัดความ “อยู่ดีกินดี” ก็ได้แก่ GDP per capita หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว”
ปรากฏว่า จากข้อมูลของ IMF ตัวเลข GDP per capita ของจีนอยู่ที่ “7990 เหรียญสหรัฐฯ” ต่อปี ส่วนของไทยอยู่ที่ “5742 เหรียญสหรัฐฯ” ต่อปี ต่างกัน “2,248 เหรียญ” หรือประมาณ 78,680 บาท
จะเห็นได้ว่า คนจีนมีความมั่งคั่งแซงคนไทยไปนานแล้ว ปีละร่วมๆ แปดหมื่นบาทเลยทีเดียว
จากเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น ค่าครองชีพในประเทศจีนจึงสูงขึ้นตามไปด้วย ผมขอยกตัวอย่างโดยลองใช้ดัชนีชี้วัดแบบบ้านๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์ข้างถนนนิยมใช้กัน นั่นคือ “ฟาสต์ฟู้ด” แบรนด์ดังๆ ที่ทุกคนรู้จักบ้างนะครับ
ตัวอย่างเช่น “เคเอฟซี” หรือที่คนจีนเรียกว่า “เขิ่นเต๋อจี” (肯德基) หากกินที่เมืองไทย ถ้าเอาเงิน 100 บาท ไปสั่งเซตไก่ทอด จะได้ไก่ชิ้นใหญ่สองชิ้น เฟร้นช์ฟราย โค้กหนึ่งแก้ว และเหลือเงินทอนอีกนิดหน่อย
แต่ถ้าเป็นที่จีน หากอยากกินไก่แบบเป็นเซต จะต้องจ่ายอย่างน้อย 30 หยวน หรือเกือบๆ 160 บาท (นี่คือขั้นต่ำ) หรือถ้าจะเทียบด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เงิน 100 บาทไทย หรือประมาณ 18 หยวนของจีน จะสั่งได้แค่ไก่ชิ้นเล็ก (ปีกบนหรือปีกกลาง) สามชิ้น ไม่มีเป๊ปซี่ ไม่มีเฟร้นช์ฟราย
เรียกได้ว่าเคเอฟซีจีนแพงกว่าไทยมาก น่าจะราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย
หรือหากเป็นกาแฟสตาร์บัคส์ อันนี้น่าจะเห็นภาพชัดเจนกว่า เพราะเมนูเหมือนกันทั่วทั้งโลก ขอยกตัวอย่าง เมนูโปรดของผม กาแฟปั่นแก้วขนาดกลาง ที่เมืองไทย 130 บาท แต่ที่จีนราคาอยู่ที่ 31 หยวน หรือประมาณ 163 บาท แพงกว่ากัน 25 เปอร์เซ็นต์
(ราคาที่ยกมา เป็นราคากลางทั่วประเทศ คือไม่ว่าคุณจะเดินเข้าเคเอฟซีหรือสตาร์บัคส์สาขาไหนในจีนก็ต้องจ่ายเท่านี้ โดยผมใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนกรกฏาคม ปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 หยวน ต่อ 5.25 บาท ครับ)

และหากใครสงสัยว่า ราคาประมาณนี้ คนจีนจะกินไหวหรือ ก็บอกได้เลยว่า เคเอฟซีและสตาร์บัคส์ในจีนธุรกิจเจริญรุ่งเรืองมาก ขยายสาขาเป็นว่าเล่น ยิ่งร้านที่ตั้งอยู่ในทำเลดีมากๆ คนเข้าคิวกันยาวเลยทีเดียว
ยิ่งสตาร์บัคส์ที่คนไทยส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็น “ของหรู” บอกได้เลยว่าคนจีนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เขาไม่ได้คิดว่ามัน “แพง” ด้วยซ้ำไป เพราะร้านกาแฟที่ไหนๆ ก็ราคาประมาณนี้ จึงซื้อกินกันได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร
แม้แต่ “ข้าวราดกับ” แบบบ้านๆ อย่างในปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ หากจะกินให้อิ่มท้อง ต้องจ่ายอย่างน้อยๆ 13 หยวน (ประมาณ 68 บาท) ขึ้นไป ขณะที่ “ข้าวแกงข้างทาง” ในกรุงเทพฯ กับข้าวสองอย่าง ราคาไม่น่าเกิน 50 บาท
โดยสรุปแล้ว ค่าครองชีพที่จีนสูงกว่าไทยพอสมควร ไม่ต้องเป็นเมืองใหญ่ขนาดปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เอาแค่เมืองขนาดกลางๆ ค่ากินอยู่ก็ยังแพงกว่ากรุงเทพฯ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี่แค่เรื่องอาหารนะครับ ยังไม่นับราคาข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งจีนแพงกว่าไทยเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น แม้คนจีนจะมีพฤติกรรมห่ามๆ แต่ความ “ห่าม” ไม่ได้แปลว่า “จน” เขาก็คือ “คน” และเป็นคนที่มีเงินมากกว่าเราเสียด้วยครับ
