คนจีนกับ racism และการเปิดรับชาวต่างชาติ

chinesepeople

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว การเหยียดสีผิวถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ทั้งยังเป็นความผิดตามกฏหมาย ทว่าสำหรับหลายๆ ประเทศในเอเชีย ผมมองว่าคนยังไม่ค่อยตระหนักในเรื่องพวกนี้เท่าไรนัก

อย่างในเมืองไทย คนไทยมักล้อเลียน “คนผิวดำ” หรือ “ความผิวดำ” กันเป็นเรื่องปกติ คือแม้จะไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยาม แต่มักเอามาพูดกันเป็นเรื่องตลกโปกฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ดังที่โฆษณาครีมทาผิวยี่ห้อหนึ่ง เอา คริส หอวัง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และใช้คำพูดประมาณว่า แค่ขาวไว้ก่อนก็ชนะ จนถูกประนามจากหลายฝ่ายและถูกถอดทิ้งไป

สำหรับในเมืองจีน หากจะพูดถึง “สำนึก” ในเรื่องของการเหยียดสีผิว/ เหยียดเชื้อชาติ ที่เรียกว่า “racism” ต้องถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งมีเรื่องคล้ายๆ กับที่เมืองไทย คือมีภาพยนตร์โฆษณาน้ำยาซักผ้ายี่ห้อหนึ่ง เนื้อเรื่องเป็นผู้ชายผิวดำถูกจับยัดลงไปในเครื่องซักผ้าแล้วเอาน้ำยายี่ห้อดังกล่าวซัก พอออกจากเครื่องมาปรากฏว่าตัวขาวจั๊วะ โฆษณาชิ้นที่ว่านี้ถูกประนามจากสื่อต่างประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองจีนอย่างรุนแรง ผมเองได้ดูแล้วก็ตกใจ ไม่รู้ว่ายุคนี้สมัยนี้ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ ผมยังเคยเจอแบบเรียนภาษาจีนบางเล่ม เอาเรื่องความผิวดำผิวขาวมาพูดกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่าคนจีนโดยรวมๆ ยังมีสำนึกในเรื่อง racism ค่อนข้างต่ำไม่ต่างจากคนไทย

(คนจีนมีสำนวน “อีไป๋เจอซานโฉ่ว” (一白遮三丑 ) แปลตรงตัวว่า “ขาวอย่างเดียว ลบจุดด้อยสามอย่าง” อันบ่งบอกถึงความเชื่อดั้งเดิมของเขาว่า “ผิวขาว” คือ “สวย”)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการ “เปิดรับคนต่างชาติ” ผมมองว่าสังคมจีนไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แม้พวกเขาจะเรียกประเทศของตัวเองว่า “จงกว๋อ”(中国) ซึ่งแปลว่า “ศูนย์กลางของโลก” แต่จากความรู้สึกของผมที่เคยอยู่ในสังคมคนต่างชาติในประเทศจีน และจากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ทั้งคนเอเชียและคนตะวันตกที่อาศัยอยู่ในเมืองจีน ก็ไม่ได้มีใครรู้สึกว่า ถูกคนจีน “กีดกัน” หรือ “ดูถูก” แต่อย่างใด

หากจะมี ก็ออกแนว “กูไม่สนใคร” คือไม่ได้เหยียดหยาม ไม่ได้กีดกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนต่างชาติ แต่ฉันจะทำของฉันแบบนี้ ฉันจะอยู่ของฉันแบบนี้ ใครมาอยู่บ้านฉัน มาเที่ยวบ้านฉัน เชิญปรับตัวเข้าหาฉันเอง ฉันไม่ปรับ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น … ประมาณนี้เสียมากกว่า

(มีคนจีนที่ดูถูกชาวต่างชาติอยู่บ้างเหมือนกัน ส่วนมากมักเป็นคนรุ่นเก่าหัวโบราณ โดยมักเรียกคนต่างชาติว่า “เหล่าไว่” (老外) ซึ่งมีกลิ่นอายของการดูถูกอยู่ในนั้น)

โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับ “ญี่ปุ่น”ที่มีการแบ่งคนออกเป็น “วงนอก-วงใน” ถือว่าสังคมจีนยังเปิดกว้างกว่ามาก เพราะสำหรับญี่ปุ่น คนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นโดยกำเนิด ยากที่จะสอดแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริง ภายนอกคนญี่ปุ่นมักให้การต้อนรับคนต่างชาติเป็นอย่างดี แต่ลึกๆ แล้ว เขาไม่ได้มองเราเป็นส่วนหนึ่งของเขา แม้คนต่างชาติที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานๆ ก็ยากที่จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับคนจีน แม้จะชาตินิยม ถ้าเราพยายามปรับตัวเข้าหาเขา เช่น พยายาม “พูดภาษาจีน” กับเขา คืออาจจะพูดไม่ต้องเก่ง แต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการพูด คนจีนจะลดการ์ดและเปิดรับเราทันที (เหมือนกับเวลาฝรั่งมาพูดภาษาไทยกับเราที่เมืองไทย) นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกได้ทุกครั้ง

จากประสบการณ์ที่เคยได้สัมผัสกับสังคมคนจีน ผมมองว่าการที่คนต่างชาติจะ “ทะลุทะลวง” เข้าไปให้ถึงจิตใจคนจีนนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงรู้จักให้เกียรติ รักษาหน้า (อันนี้คนจีนถือมาก) และพยายามพูดภาษาของเขา การจะค้าขายหรือคบหากับคนจีนถือว่าไม่ยากเลย

หากจะมีปัญหา น่าจะเป็นตัวเราเองเสียมากกว่า ว่าจะ “รับ” คนจีนได้หรือไม่ หากตัวเราเองใจกว้างพอ การจะค้าขายกับคนจีน คบหากับคนจีน คงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปครับ

Leave a comment