
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ผมเคยไปเที่ยวเมืองชิงเต่า เมืองตากอากาศชายทะเลทางตะวันออกของประเทศจีน เป็นเมืองที่น่าเที่ยวมากๆ มีบรรยากาศแห่งความเป็นจีนและตะวันตกผสมผสานกัน เนื่องจากเคยเป็นเขตเช่า (ลืม) ของเยอรมนี
เมืองนี้คือต้นกำเนิดของ “เบียร์ชิงเต่า” เบียร์ชื่อดังที่ริเริ่มโดยเยอรมนี แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเบียร์แห่งชาติจีนไปเรียบร้อยแล้ว
ความเป็นมาก็คือ ในยุคล่าอาณานิคม เยอรมนีเป็นหนึ่งในชาติตะวันตกที่เข้ามารุกรานจีน และได้บีบบังคับให้รัฐบาลราชวงศ์ชิงเซ็น “สัญญาเช่าอ่าวเจียวโจว” ซึ่งก็คือเมืองชิงเต่าในปัจจุบันรวมทั้งพื้นที่โดยรอบในมณฑลซานตง เป็นเวลา 99 ปี
ในทางปฏิบัติก็คือ เยอรมนี “ยึด” ดินแดนของจีน เหมือนที่อังกฤษ “เช่า” ฮ่องกง โปรตุเกส “เช่า” มาเก๊า อย่างไรอย่างนั้น

หลังจากเยอรมนีได้ชิงเต่าแล้ว ในปี 1903 บริษัทร่วมทุนระหว่างอังกฤษ-เยอรมนี ก็ได้ก่อตั้งโรงเบียร์ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “โรงเบียร์เยอรมัน” (German Brewery) มีคนเยอรมันเป็นคนคิดสูตรและปรุงเบียร์ ก่อนนำออกจำหน่าย
หลายปีต่อมา ญี่ปุ่นเข้าโจมตีชิงเต่าในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและยึดเมืองนี้ได้ โรงเบียร์ชิงเต่าจึงถูกบังคับขายให้แก่บริษัทญี่ปุ่น ชื่อ ได-นิปปง บริวเวอรี่
โดยบริษัทนี้ได้จัดจำหน่ายเบียร์ชิงเต่าไปทั่วประเทศจีนภายใต้สามแบรนด์หลัก คือ “ชิงเต่า” “อาซาฮี” และ “กิริน”
เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองและถอนกำลังจากจีน โรงเบียร์ชิงเต่าจึงกลายเป็นของคนจีนอย่างเป็นทางการ มีเจ้าของเป็นนักธุรกิจจีน ครั้นเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ โรงเบียร์แห่งนี้ก็ตกเป็นของรัฐ ก่อนที่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 จะถูกแปรรูปเป็นบริษัทเอกชนอีกครั้ง
ที่น่าสนใจและคนจำนวนมากอาจยังไม่รู้ก็คือ บริษัท ได-นิปปง ของญี่ปุ่น ที่เคยเป็นเจ้าของโรงเบียร์ชิงเต่าในช่วงที่ญี่ปุ่นครองเมืองอยู่นั้น ต่อมาได้แตกออกเป็นสองบริษัท ชื่อ “อาซาฮี บริวเวอรี่” และอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า “ซัปโปโร บริวเวอรี่”
จึงสรุปได้ว่า “เบียร์อาซาฮี” “เบียร์กิริน” และ “เบียร์ซัปโปโร” สามเบียร์ชื่อดังของญี่ปุ่นนั้น แท้จริงแล้วล้วนมีที่มาจากเบียร์ชิงเต่าด้วยกันทั้งสิ้น
(ในส่วนของแบรนด์กิริน ผมได้ข้อมูลมาจากป้ายในพิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า แต่ในอินเตอร์เน็ตไม่พบข้อมูลนี้)
ที่เล่าให้ฟังนี่ ไม่ได้ต้องการยกจีนว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งเบียร์ และไม่ได้ต้องการเอาจีนไปข่มญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่เพราะตัวผมเองได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า และรู้สึกประทับใจกับตำนานความคลาสสิกของเบียร์ยี่ห้อนี้
และจะว่าไป เบียร์ชิงเต่านี่ก็เยอรมันเป็นคนคิด ไม่ใช่จีน หากจะบอกให้ภูมิใจในความเป็นจีนก็คงดูหน่อมแน้มเกินไปสักหน่อย

อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือ หลายๆ พื้นที่ของจีนที่เคยตกเป็น “กึ่งอาณานิคม” ล้วนได้อะไรหลายๆ อย่างจากผู้ล่าอาณานิคมเหล่านั้น
ลองดู “เกาะฮ่องกง” ที่เคยเป็นของอังกฤษ หรือ “มาเก๊า” ที่เคยเป็นของโปรตุเกสเป็นตัวอย่าง ทั้งสองเกาะล้วนก้าวหน้าไปไกลกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ (สมัยที่ยังไม่รวยเหมือนทุกวันนี้) หลายช่วงตัว
เมืองชิงเต่าที่สร้างขึ้นมาด้วยมือเยอรมันนี่ก็เช่นกัน จากประสบการณ์ที่เคยเที่ยวมาทั่วเมืองจีน ผมบอกได้เลยว่านี่คือเมืองในแผ่นดินใหญ่ที่รู้สึกถึงความเป็นจีนน้อยที่สุดแล้ว

คงไม่มีชนชาติไหนอยากจดจำการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ เพราะมันล้วนเต็มไปด้วยหยดเลือดและคราบน้ำตา แต่น่าแปลกที่บางประเทศกลับได้รับประโยชน์โพดผลมากมาย ตกทอดไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานจากการเป็น “เบี้ยล่าง” นั้น นำหน้าประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นไปไกลลิบลับ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรมองโลกเป็นขาวกับดำ หรือมองอะไรแบบชาตินิยมสุดขั้ว พึงระลึกไว้เสมอว่า ในดีมีร้าย ในร้ายมีดี
การที่ประเทศจีนมีเบียร์ชิงเต่าเป็นเบียร์ประจำชาติให้คนจีนได้ภาคภูมิใจ มีเมืองชิงเต่าที่งดงามเป็นระเบียบ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนจีนและคนต่างชาติถึงทุกวันนี้
ก็ด้วยสิ่งร้ายๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้นั่นเอง!!
(ข้อมูลประกอบจากงานจัดแสดงในโรงเบียร์ชิงเต่า และวิกิพีเดีย)
