
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
หากจะพูดกันแบบตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่า คนจีนเป็นชนชาติที่ระเบียบวินัย “ไม่ดี” แม้โดยรวมอาจไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่คนไทยหรือชาวต่างชาติจำนวนมากมอง แต่หากจะเทียบกับมาตรฐานสากล ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า วินัยของคนจีนถือได้ว่ายังแย่กว่ามาก
ยกตัวอย่างเช่น การ “เข้าคิว” เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งมองได้ว่าคนจีนยังอ่อนด้อย แม้ทุกวันนี้จะดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทว่าหากเทียบกับชาติอื่นๆ ต้องบอกว่ามีพวกไม่ยอมเข้าแถวเข้าคิวอยู่เยอะจริงๆ
ที่พบเห็นเป็นประจำ เช่น เวลาเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟ เข้าคิวเช็คอินที่สนามบิน หรือเข้าคิวซื้อของตามร้านค้า อยู่ๆ ก็มีพวกเดินแซงคิวเข้าไปซื้อหน้าตาเฉย โดยไม่ดูเลยว่ามีคนรอคิวอยู่ก่อนตั้งมากมาย
ที่แย่ที่สุดคือ ไอ้คนขายมันก็ดันขายให้เสียอีก ไม่บอกให้ไปต่อคิว คงถือว่าไม่ใช่ธุระของตัวเอง และที่แย่ยิ่งกว่านั้น ซึ่งผมไม่เข้าใจเอาเสียเลย คือคนจีนที่อยู่ในแถวแท้ๆ กลับไม่ด่ามัน ปล่อยให้มันทำ คือยอมให้คนอื่นละเมิดสิทธิ์ของตัวเองซึ่งๆ หน้าซะอย่างนั้น
ผมเคยถามเพื่อนคนไทยด้วยกันว่า คิดว่าเป็นเพราะอะไรคนจีนถึงยอมให้คนอื่นแซงคิว เพื่อนก็บอกว่า น่าจะเป็นเพราะทุกคนล้วนเคยแซงคิวชาวบ้านมาก่อน จึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเวลาตัวเองโดนแซงบ้าง ผมฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
หากเราไปบ่นเรื่องนี้ให้คนจีนที่มีการศึกษาได้ยิน ก็มักจะโดนย้อนมาเสมอว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก ประเทศฉันมีประชากรอยู่ 1,300 ล้านคนนะ จะให้ดีไปซะทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ คนที่ดีก็มีถมไป
ทุกครั้งที่เขาว่ามาแบบนี้ ผมก็มักไม่ค่อยอยากเถียงต่อ เพราะนี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาจนำไปสู่การมีปากเสียงกัน ทั้งที่จริงแล้ว ผมสามารถโต้แย้งในเรื่องนี้ได้ไม่ยากเลย
ข้อแรกนะครับ คงไม่มีใครบ้องตื้นถึงขนาดคาดหวังให้ “คนทุกคน” เข้าคิว หรือทำตามระเบียบสังคมไปเสียทั้งหมด อย่างในเมืองไทย เราก็เห็นคนที่ไม่ยอมเข้าคิวขึ้นรถไฟฟ้าอยู่บ่อยไป ถึงได้มีคำว่ามนุษย์ลุง มนุษย์ป้า ให้เอามาพูดเล่นกันอยู่นั่นไง
ทว่าในประเทศจีน แม้จะอ้างว่า “คนเยอะ” แต่ใครจะกล้าเถียงล่ะว่า คนไร้ระเบียบ ไม่เข้าคิว หรือชอบแซงคิวนั้น มีอยู่เยอะจริงๆ แม้ “ตัวส่วน” คือ “จำนวนประชากร” จะเยอะมาก แต่ “ตัวเศษ” คือไอ้พวกไม่รู้จักเข้าแถวเข้าคิวก็มีอยู่เยอะเช่นกัน
และหากเอา “เศษ” หาร “ส่วน” คือเอา “คนไม่เข้าคิว” หารด้วย “จำนวนประชากร” หลายคนคงคิดเหมือนผมว่า ตัวเลขอัตราส่วนที่ออกมานั้น ยังไงก็น่าจะสูงกว่าอีกหลายๆ ชาติ แม้จะไม่มีตัวเลขทางสถิติมารองรับ เพราะไม่รู้จะใช้วิธีอะไรไปวัด แต่ถ้าไปถามคนต่างชาติที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจีน ผมมั่นใจว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปน่าจะเห็นตรงกันว่าคนจีนยังแย่อยู่ในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม หากจะมองในแง่ดี ต้องถือว่าในปัจจุบัน ประเทศจีนมีพัฒนาการขึ้นมามากแล้ว ในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง ตามป้ายรถเมล์หลักๆ จะมีการขีดเส้นให้คนมาเข้าแถวขึ้นรถเมล์ หนึ่งสายต่อหนึ่งแถว ใครจะขึ้นสายไหนไปต่อแถวนั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เป็นภาพที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างยิ่ง
หรือในบางเมืองอย่างหังโจว เมืองท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งผมไปเที่ยวเป็นประจำ ครั้งล่าสุดที่ไปมาคือเมื่อปี 2016 ตอนนั้นหังโจวกำลังจะจัดการประชุม G20 สิ่งที่ผมพบก็คือ ในรถไฟใต้ดินบริเวณชานชาลาก่อนเข้าตัวรถ มีการขีดเส้นไว้ที่พื้นโดยเขียนบอกชัดเจนว่า “กรุณาเข้าคิว” ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ยืนกำกับให้คนเข้าคิวอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากๆ สำหรับผม ส่วนหนึ่งก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมระดับนานาชาติ
แม้กระนั้น ผมมองว่าแม้การจัดระเบียบสังคมของภาครัฐจะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีการปลูกฝังให้ประชาชนมี “จิตสำนึก” ก็คงยากที่จะเทียบเท่าชาติที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ได้
ผมมองว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักรู้ในเรื่องของการ “มาก่อนได้ก่อน” คือเข้าใจถึงเหตุผลว่าเขามาก่อนเรา เขาก็ต้องได้ก่อนเรา เราจึงไม่ควรไปตัดหน้าเขา เพราะมันคือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ไม่ใช่ไม่ทำเพราะ “กลัวโดนด่า”
ทั้งนี้เพราะหากทำไปโดยไร้จิตสำนึก ทำโดยไม่ได้มาจาก “ข้างใน” เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกฏมีเกณฑ์มาควบคุม พฤติกรรมไร้ระเบียบทั้งหลายก็จะกลับมาทันที
มีพฤติกรรมการเข้าคิวแบบหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่า “คิวหลอก” น่าจะเอามาใช้ยืนยันในเรื่องนี้ได้
เช่น เวลาคนจีนจะขึ้นรถบัส ทีแรกก็ต่อคิวกันดีๆ อยู่ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่พอรถมา คนในแถวตั้งแต่คนที่หนึ่งถึงคนที่สิบ ต่างก็แตกฮือวิ่งไปที่รถ ไม่รู้ใครมาก่อนมาหลังอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น แม้จะยืนอยู่เป็นคนแรกสุด หากคุณวิ่งช้ากว่าคนอื่นๆ คุณก็อาจไม่ได้ขึ้นรถอยู่ดี (พอนึกภาพออกไหมครับ) นี่แหละ คือ “คิวหลอก” คือเข้าแถวเพราะถูกบังคับ แต่ไม่ได้มาจากจิตสำนึกจริงๆ
ทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามา พอเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะประเทศจีนเคยอดอยากแร้นแค้น ประชาชนปากกัดตีนถีบ แก่งแย่งกันเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด พวกเขาจึงไม่มีสำนึกในเรื่องของการ “มาก่อนได้ก่อน” คิดแต่ว่า “ถ้าเราไม่เอา คนอื่นก็เอา”
แต่ยุคนี้สมัยนี้ ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมามากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การศึกษา คุณภาพชีวิต จึงได้แต่หวังว่าสำนึกในการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคมจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะมาทดแทนคนรุ่นเก่าๆ และนำพาแผ่นดินมังกรให้เข้าสู่ความเป็นอารยะอย่างแท้จริง
ที่ไม่ใช่แค่การมีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงเท่านั้น
