เมืองจีน VPN และ “ชีวิตติดบล็อค”

social-media-1432937_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช , แฟนพันธุ์แท้ประเทศจีน

ส่ิงหนึ่งที่เป็นปัญหาน่ารำคาญที่สุด สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนก็คือ ทางการจีนได้ “บล็อค” เว็บไซต์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะพวกโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย

ที่เป็นปัญหาใหญ่มากๆ คงหนีไม่พ้น การถูกบล็อคของ “Google” เสิร์ชเอ็นจิ้นอันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งบริการต่างๆ ในเครือ Google ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Google Maps หรือแม้แต่ Google Translate ที่ชาวต่างชาติรวมทั้งคนไทยล้วนใช้กัน

อีกเว็บหนึ่งที่ถูกบล็อค คือ “Youtube” สุดยอดเว็บแชร์วีดีโอของโลก ซึ่งก็อยู่ในเครือ Google เช่นกัน การที่ทางการจีนบล็อก Youtube ทำให้ชาวต่างชาติในจีนไม่สามารถดูโน่นนี่ได้สะดวกนัก จะดูละคร ดูบอลออนไลน์ ก็มีอันต้องติดขัดไปหมด

เช่นเดียวกับ “Facebook” โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ผู้คนใช้กันทั่วโลก นี่ก็โดนบล็อคกับเขาด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนชาติไหนๆ พอไปอยู่เมืองจีน จึงเหมือน “โดนตัดขาด” ไม่รู้ข่าวคราวความเป็นไปของเพื่อนฝูง ซึ่งทุกวันนี้ถูกรวมอยู่ใน Facebook แทบจะทั้งนั้น

ไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่ “Instagram” (ซึ่งเป็นของ Facebook) ที่แชร์ได้แค่ภาพและมินิคลิป ก็ถูกบล็อคด้วย รวมทั้ง “Twitter” โซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับแชร์ข้อความสั้นๆ ที่โดนบล็อคมานานแล้ว

ที่ประหลาดสุดคือ แอพพลิเคชั่น “Line” เพราะแม้จะถูกบล็อค แต่เป็นการบล็อคแบบ “เลือกปฏิบัติ” กล่าวคือ Line จะใช้ไม่ได้กับ iPhone และ iPad เท่านั้น ทว่าพวกแอนดรอยด์โฟนกลับใช้ Line ได้ไม่มีปัญหา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด

ด้วยเหตุที่เว็บและโซเชียลหลักๆ โดนบล็อกเรียบขนาดนี้ ชาวต่างชาติที่อยู่เมืองจีนจึงต้องหาสิ่งทดแทน ซึ่งก็แทนได้บ้างไม่ได้บ้าง

เช่น เวลาจะหาข้อมูล แทนที่จะเสิร์ชใน Google ก็ต้องใช้ Bing หรือ Yahoo ที่คุณภาพการค้นหาต่างกันมาก ขณะที่ Baidu เสิร์ชเอ็นจินของจีน ผลการค้นหาก็มักจะหนักไปทางเว็บจีน ยิ่งถ้าใช้ Baidu เสิร์ชเป็นภาษาไทย คุณอาจไม่เจออะไรเลยก็ได้

ส่วนใครที่ใช้ “Gmail” ก็ต้องใช้บริการฟรีอีเมล์ของเจ้าอื่นๆ ทดแทน เช่น Hotmail หรือ Yahoo และหากต้องการใช้แผนที่อัจฉริยะอย่าง Google Maps ก็จำต้องเปลี่ยนไปใช้ Apple Maps (ใช้ได้กับเฉพาะผลิตภัณฑ์ของ Apple)

ที่หาอะไรมาทดแทนแทบไม่ได้เลย คือ Youtube แม้จีนจะมี “Youku” เว็บแชร์วีดีโอคล้ายๆ กันให้ใช้งาน แต่เนื้อหาที่อัพโหลดไว้ใน Youku มักเป็นไปตามรสนิยมคนจีนเสียมากกว่า ผมเคยลองเข้าไปค้นก็ไม่ค่อยเจออะไรที่อยากดู แต่ถ้าคุณชอบหนังจีน ซีรีส์จีน ไม่ว่าเก่าใหม่ Youku มีครบเลย ละครไทยก็มีนะครับ เพราะคนจีนชอบดูหนังไทยละครไทยมากๆ จะน้ำเน่าไม่น้ำเน่า พี่เขาดูหมด

สำหรับ Line ใน iPhone / iPad ที่ถูกบล็อค ก็ต้องไปหาแอนดรอยด์โฟนมาใช้ซะ หรือไม่ก็ดาวน์โหลด WeChat มาใช้แทน (ดังที่เคยเล่าไปแล้วว่าคนจีนใช้ WeChat ทดแทนได้ทั้ง Line และ Facebook ) แต่เรื่องนี้ฝรั่งตะวันตกไม่ค่อยมีปัญหา เพราะพวกเขาไม่ค่อยใช้ Line อยู่แล้ว ใช้แต่ Whatsapp ซึ่งแม้จะเป็นของ Facebook แต่ไม่โดนบล็อค ไม่ทราบว่าเพราะอะไร

ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นเพียง “ตัวท้อปๆ” ที่ถูกบล็อคเท่านั้น แท้จริงแล้วยังมีเว็บไซต์ยิบย่อยอีกมากมายที่ต่างก็โดนบล็อคด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป ยิ่งพวกเว็บใต้ดิน เว็บพนันบอล อันนี้ถูกบล็อคเรียบไม่มีเหลือ

แต่หากอยากใช้เว็บที่ถูกบล็อคจริงๆ วิธีแก้ก็คือ ต้องมี “VPN” (ย่อมาจาก Virtual Private Network) เครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้เราต่อเน็ตจากเซิร์ฟเวอร์ของประเทศอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่จีนแผ่นดินใหญ่ อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ดังนั้น แม้เราจะเล่นเน็ตอยู่ในเมืองจีน ก็จะเป็นเสมือนว่าเรานั่งเล่นเน็ตอยู่ในประเทศที่เราไปต่อ VPN ไว้ จึงทำให้เข้าเว็บอะไรก็ได้ ไม่โดนบล็อก แต่ VPN นี่ไม่ได้ใช้กันได้ฟรีๆ นะครับ ต้องเสียค่าบริการรายเดือน แพงบ้าง ถูกบ้าง แล้วแต่คุณภาพ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากประสบการณ์ของตัวเอง ผมบอกได้เลยว่า การใช้ VPN มีอุปสรรคอยู่หลายประการ ซึ่งไม่มีวันจะเหมือนการใช้เน็ตตามปกติ

ข้อแรกเลยคือ มันทำให้ “เน็ตช้า” เนื่องจากต้องไป via ที่ต่างประเทศ จะเข้าเว็บอะไรก็เลย “อืด” โดยเฉพาะที่ต้องโหลดเยอะๆ เช่น Youtube ดูไป กระตุกไป ยิ่งตอนค่ำๆ ที่คนใช้เน็ตเยอะๆ แทบจะดูอะไรไม่ได้เลย

และสำหรับคนที่ใช้ iPhone/ iPad แล้วต่อ VPN เพื่อใช้ Line หากเครื่องของคุณใส่ซิมที่เป็นเบอร์จีนเข้าไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Line ของคุณจะแฮงค์ ใช้ไม่ได้ ต้องลบแล้วโหลดใหม่สถานเดียวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ข้อมูลทั้งหมดใน Line ของคุณหายไปด้วย ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้น เปลี่ยนไปใช้แอนดรอยด์โฟนจะดีกว่า จะได้ไม่มีปัญหา ไม่แฮงค์ ไม่ต้องต่อ VPN ด้วยซ้ำไป

บางคนอาจสงสัยว่า ก็ในเมื่อสามารถ “หลบบล็อค” ได้ ด้วยการต่อ VPN แล้วยังจะบล็อคไปเพื่ออะไร ประเด็นนี้ผมมองว่า ทางการจีนคงคิดว่าอย่างน้อยก็ทำให้การใช้เว็บไซต์เหล่านั้นยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการใช้เว็บไซต์ที่ “ควบคุมไม่ได้” ลดน้อยลง

พูดอีกอย่างก็คือ การบล็อคเว็บต่างๆ ทำให้สามารถควบคุมเนื้อหาในอินเตอร์เน็ตได้เป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีส่วนน้อยที่หลุดรอดไป ก็ยังดีกว่าไม่ควบคุมอะไรเอาเสียเลย

โดยสรุป ผมมองว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับเรื่องของความมั่นคงเป็นอย่างมาก ทำให้ชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวหรืออาศัยอยู่ในเมืองจีน ต้องอาศัย VPN ในการดำรงชีพต่อไป แม้จะมีความหวังว่าวันหนึ่งคงจะมีการผ่อนคลายการควบคุมตรงนี้ลง ก็เป็นเพียงความหวังที่เลือนลาง ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไร

เพราะดูเหมือนว่าในสายตาของผู้ที่กุมอำนาจแบบรวมศูนย์ เรื่องของ “ความมั่นคง” กับ “เสรีภาพ” ไม่สามารถที่จะมาพร้อมกันได้เลย

Leave a comment