
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช, แฟนพันธุ์แท้ประเทศจีน
เคยคุยเรื่องระเบียบวินัยของคนจีนไปหลายครั้งแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องพฤติกรรมการใช้รถไฟใต้ดินของคนจีนกันบ้าง
ต้องอธิบายก่อนครับว่า ทุกๆ เมืองในประเทศจีน ไม่ได้มีการแบ่งแยกระบบรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินเหมือนอย่างญี่ปุ่น ไทย และอีกหลายๆ ประเทศ โดยรถไฟในแต่ละเมืองล้วนเป็นระบบเดียวกัน แต่จะเรียกชื่อว่า “ตี้เถี่ย” (地铁) ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “รถไฟใต้ดิน” เนื่องจากเส้นทางส่วนใหญ่อยู่ใต้พื้นดิน แม้บางช่วงบางตอนจะถูกยกขึ้นมาวิ่งบนดิน หรือยกรางสูงขึ้นไปบนฟ้าก็ตาม
เหมือนในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่รถไฟทั้งเมืองเป็นระบบเดียวกัน โดยเรียกช่ือว่า “อันเดอร์กราวด์” (Underground) ซึ่งแปลว่า “รถไฟใต้ดิน” ทั้งที่จริงแล้วมันก็มีทั้งส่วนที่วิ่งอยู่ใต้ดินและบนดินนั่นแหละ
ทีนี้ มาเข้าประเด็นกัน ในการขึ้นรถไฟใต้ดินที่เมืองจีนนั้น เริ่มตั้งแต่การเข้าคิวขึ้นรถไฟ อันนี้ถือว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะคนจีนจำนวนมากมีการเข้าคิว อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของ มนุษย์ลุง มนุษย์ป้า หรือคนที่ไม่ยอมเข้าคิวยังถือว่าสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอยู่ค่อนข้างมาก
พอเข้าไปในตัวรถ สิ่งหนึ่งที่ต้องแย่งชิงกันตลอดก็คือ “ที่นั่ง” โดยหากเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ บอกได้เลยว่าที่นั่งในรถไฟใต้ดินถือได้ว่า “หายากมาก” โดยเฉพาะรถไฟสายหลักๆ อย่าง สาย 1 หรือ สาย 2 ที่วิ่งผ่านจุดสำคัญๆ กลางเมือง จะมีคนขึ้นเยอะเป็นพิเศษ
ทีนี้ พอมีคนลุก กลายเป็นที่ว่างขึ้นมา ก็จะมีคน “พุ่ง” ไปนั่งแทบจะทันที ไม่มีการเกรงใจหรือลังเล หรือเกี่ยงกันนั่ง เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะดูไม่ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคนที่กำลังเข้าคิวรอขึ้นรถ มองผ่านกระจกเข้าไปเห็นที่นั่งว่าง ทันทีที่ประตูรถไฟเปิดออก พวกเขาจะกรูกันเข้าไปในตัวรถ และพุ่งตรงไปยังที่นั่งว่างนั้นทันที ประดุจ “ฉลามได้กลิ่นคาวเลือด” โดยไม่ยอมรอให้คนข้างในที่ต้องการลงรถออกจากรถเสียก่อน
เรียกได้ว่าเป็นสัญชาติญาณนักล่าอันหาชนชาติใดเสมอเหมือนได้ยากนัก
ที่พูดนี่ไม่ใช่เฉพาะคนหนุ่มสาวทำนะครับ ตรงกันข้ามเลย คนแก่นั่นแหละที่แย่งที่นั่งกันมากที่สุด ยิ่งแก่ยิ่งไว ไม่รู้เพราะอะไร อาจเป็นเพราะพวกเขาบ่มเพราะ “สกิล” การแก่งแย่งมาทั้งชีวิตจนช่ำชอง
ทักษะตรงนี้ ผมไปเมืองจีนใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยรู้ เราโหนรถไฟอยู่ พอมีคนลุกก็มัวแต่ลังเลหันซ้ายหันขวา ดูว่ามีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะได้นั่งมากกว่าเราหรือไม่ (เป็นความเคยชินจากการนั่งรถไฟฟ้าในเมืองไทย) ผลปรากฏว่าแทบไม่เคยได้นั่งเลย
ต่อมาผมจึงรู้ มีทีนั่งเมื่อไร “กู” นั่งทันที ไม่มีลังเล!

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ไม่เคยลืม ที่นั่งตรงหน้าผมมีคนลุก ผมเองกำลังจะหมุนตัวลงไปนั่ง แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว ปรากฏว่ามีป้าคนหนึ่ง มาจากไหนก็ไม่รู้ (ย้ำกว่าไม่รู้จริงๆ คือแกไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น ไม่ได้อยู่ในระยะที่สายตาของผมจะมองเห็นได้เลย ที่ฝรั่งเรียกว่า out of nowhere นั่นแหละ) แล้วแกก็พุ่งพรวดลงมานั่งหน้าตาเฉย นั่งลงไปแล้วก็ไม่ได้สีหน้าเกรงใจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ยัง “ยิ้มมุมปาก” ราวกับภาคภูมิใจในความไวของตัวเองสุดๆ
ผมเห็นดังนั้น ถึงกับนึกในใจ “เออ นั่งไปเถอะป้า ผมยอมแล้ว”
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่ “อุบาทว์ชาติ” ที่สุดที่ผมเคยเจอมาในชีวิตนี้ เกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันหนึ่ง บนรถไฟสาย 10 ที่เซี่ยงไฮ้ คือมีผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณสามสิบกว่าๆ สภาพครบสามสิบสอง ไม่ได้ป่วย ไม่ได้เมา ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น อยู่ๆ มันก็ “นอน” ลงไปบนแถวที่นั่งบนรถไฟซะอย่างนั้น เรียกได้ว่าตัวมันคนเดียวนอนเข้าฮอส กินที่ไป 3-4 ที่
ตอนนั้นผมกำลังเดินหาที่นั่งอยู่ พอเห็นมันนอนอยู่ตรงหน้า ผมจึงพูดลอยๆ ให้มันลุกขึ้นนั่ง เพื่อที่ผมจะได้นั่งบ้าง พอมันได้ยินเสียงผม มันจึงยอมลุกขึ้น แต่แล้ว อีกห้านาทีต่อมา มันก็นอนลงไปอย่างเดิม ทำเอาชาวต่างชาติที่นั่งอยู่แถวๆ นั้นส่ายหัวระอาใจกับภาพที่เห็น
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขาด “สำนึกสาธารณะ” ของคนจีนจำนวนมากดังที่ผมเคยพูดไปแล้ว คือไม่สนว่าชาวบ้านจะเดือดร้อนหรือจะมองอย่างไร กูอยากทำอะไรกูก็จะทำ
อย่างไรก็ตาม ข้อดีข้อหนึ่งซึ่งคนจีนเหนือกว่าอีกหลายๆ ชาติทั่วโลก แม้กระทั่ง “ญี่ปุ่น” ก็คือ การ “ลุกให้คนอื่นนั่ง”
เท่าที่ผมเห็น ทั้งในรถไฟใต้ดินหรือบนรถเมล์ คนจีนมีการลุกให้ “คนแก่” หรือ “เด็ก” หรือ “คนท้อง” นั่ง เยอะมากๆ โดยเฉพาะคนแก่นี่มีมากที่สุด
ภาพที่เห็นอยู่บ่อยๆ คือ มีคนแก่เดินขึ้นมา คนที่นั่งอยู่ก็จะกุลีกุจอลุกให้ บางทีลุกหลายคนจนคนแก่ไม่รู้จะนั่งตรงไหน ฝ่ายคนแก่เองก็มักจะเกรงใจไม่ยอมนั่ง จนคนที่ลุกต้องรบเร้าแกจึงจะยอมนั่ง เป็นเช่นนี้เสมอ
มีครั้งหนึ่ง ผมเห็นกับตา คนที่ขึ้นรถมายังไม่แก่มาก น่าจะห้าสิบปลายๆ คนที่นั่งอยู่อายุราวๆ สี่สิบกว่าๆ กะด้วยสายตาน่าจะแก่กว่ากันไม่กี่ปี ก็ยังลุกให้นั่ง ทีแรกคนที่แก่กว่าก็ไม่ยอมนั่ง ต้องรบเร้ากันอยู่สักพัก จึงจะยอม
ฟังดูขัดแย้งกันไหมครับ ชาติที่ดูเหมือนจะแย่งที่นั่งกันมากที่สุดอย่างเมืองจีน กลับมีการเอื้อเฟื้อที่นั่งให้ผู้อื่นเยอะมากๆ มันช่างย้อนแย้ง แปลกประหลาดเสียนี่กระไร
(ประเด็นนี้ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น สังคมซึ่งมีความเกรงใจกันสูงมาก แต่เรื่องการลุกให้นั่งก็ไม่ได้มีมากเหมือนในเมืองจีน โดยรถไฟญี่ปุ่นจะมีโซนที่นั่งที่เป็น priority seat แยกไว้ชัดเจน ซึ่งหากคนแก่ขึ้นมา คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ต้องลุก แต่สำหรับที่นั่งทั่วๆ ไป คุณจะไม่ลุกก็ได้ ไม่มีใครว่าคุณ เพราะถือว่าคนแก่มีที่นั่งของพวกเขาอยู่แล้ว ต่างจากเมืองจีนหรือแม้แต่เมืองไทย ที่มีที่ prioriry seat อยู่ไม่กี่ที่ และไม่ได้แบ่งโซนไว้ ดังนั้น คนแก่ขึ้นมาเมื่อไร ทุกคนจะรู้สึกว่าควรจะลุก)
ผมวิเคราะห์เอาเองว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ที่บ้านของทุกคนต่างก็มีอากง อาม่า ป่าป๊า หม่าม้า พอเห็นคนแก่จึงมีความรู้สึกว่าจะต้องเอื้อเฟื้อดูแล ต่างจากสังคมที่เป็นปัจเจกอย่างชาติตะวันตกหรือแม้แต่ญี่ปุ่นก็ตาม
โดยสรุป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในสังคมที่ดูเหมือนแย่ที่สุด ก็ยังมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในนั้น ผู้คนที่ดูเหมือนไร้น้ำใจที่สุด แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกอย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ ต่างก็มีเหตุผลมีที่มาที่ไปของมัน
เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินอะไรหรือตัดสินใครเพียงผิวเผิน หากต้องมองลงไปให้ลึกซึ้งและทำความเข้าใจถึงข้างใน อย่าบอกว่าอะไรเป็น “ขาว” หรือ “ดำ” หากเราเองก็ยังไม่แน่ใจว่ารู้จักเขาอย่างถ่องแท้
ไม่ว่าจะเป็น “คนจีน” หรือแม้แต่ “คนร่วมชาติ” กับเราเองก็ตาม
