
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
แฟนพันธุ์แท้สามก๊ก, แฟนพันธุ์แท้ประเทศจีน
กลยุทธ์ที่ ๒ แห่ง 36 กลยุทธ์ มีชื่อว่า “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์อมตะ ถูกใช้บ่อยครั้งในการศึกสงครามหลายยุคหลายสมัย
ที่มาของกลยุทธ์นี้ มาจากเรื่องราวของ “ซุนปิน” ยอดนักการทหารผู้สืบเชื้อสายมาจาก “ซุนวู” เขาเป็นคนแคว้นฉี เป็นเพื่อนนักเรียนกับ “พังจวน” แต่ปัญญาเหนือกว่ามาก
ครั้นเรียนจบ พังจวนไปรับราชการกับแคว้นเว่ย ก่อนจะแนะนำอ๋องแคว้นเว่ย ให้ดึงตัวซุนปินมาทำงานด้วย เพราะกลัวว่าถ้าซุนปินไปเป็นกุนซือของแคว้นอื่น จักเป็นอุปสรรคต่อตนเอง
เมื่อได้ร่วมงานกัน ซุนปินสติปัญญาดีกว่าจึงเป็นที่โปรดปรานของอ๋องแคว้นเว่ย ทำให้พังจวนริษยา ทำจดหมายปลอมใส่ร้ายซุนปินว่าคิดแปรพักตร์กลับไปรับราชการกับแคว้นฉี อันจักเป็นภัยต่อเว่ย อ๋องหลงเชื่อจึงสั่งคุมขังซุนปิน
ยังไม่พอ พังจวนกลัวซุนปินจะหลบหนี จึงสั่งให้ทหารตัดลูกสะบ้าที่หัวเข่าทั้งสองข้าง ซุนปินต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส กลายเป็นคนขาเป๋ แถมยังโดนสักหน้าประจานเป็นคำว่า “แอบสมคบคิดกับศัตรูของชาติ”
ซุนปินมาทราบภายหลังว่าพังจวนเป็นคนอยู่เบื้องหลังแผนชั่วนี้ จึงสาบานกับตัวเองว่าจักล้างแค้นให้ได้
เขาคิดอุบายแสร้งทำเป็นคนเสียสติ หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง บางทีก็เห่าหอนเหมือนสุนัข ครั้นพังจวนเข้ามาดู ซุนปินยิ่งแกล้งบ้าหนักขึ้น พังจวนเอาอาหารและสุรามาให้ ซุนปินก็เขวี้ยงทิ้งหมด ครั้นเอาอุจจาระมาวางตรงหน้า กลับคว้าเข้าปากทันที
พังจวนเห็นดังนั้นก็เบาใจ เข้าใจว่าซุนปินบ้าไปแล้วจริงๆ จึงผ่อนคลายการดูแลลง บางทีก็ปล่อยให้ซุนปินออกไปเดินเล่นสูดอากาศนอกคุกได้
เวลาผ่านไปหนึ่งปี อยู่มาวันหนึ่ง แคว้นฉีส่งทูตมายังแคว้นเว่ย ซุนปินได้ข่าวจึงแอบหลบหนีออกไปในคืนที่หมอกลงจัดเพื่อไปพบทูต ขอให้ช่วยพาตนกลับแคว้นฉี ทูตแคว้นฉีเคยได้ยินชื่อเสียงของซุนปิน จึงพาซุนปินกลับไปด้วย ซุนปินกลับไปแคว้นฉีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายการทหาร
ต่อมา แคว้นเว่ยยกทัพไปตีแคว้นจ้าวซึ่งเป็นแคว้นเล็กๆ แคว้นจ้าวจึงส่งทูตมาขอความช่วยเหลือจากแคว้นฉี อ๋องแคว้นฉีจึงให้ซุนปินเป็นที่ปรึกษาเดินทางร่วมทัพไปกับเถียนจี้ ผู้เป็นแม่ทัพ เวลานั้น ทัพเว่ยนำโดยพังจวน ล้อมแคว้นจ้าวอยู่ ซุนปินแนะนำเถียนจี้ ไม่ให้เข้าตีทันที เพราะทัพเว่ยเพิ่งมาถึง ยังฮึกเหิมเข้มแข็ง
ซุนปินชี้ชัดว่า “อันการศึกนั้น พึงเลี่ยงแข็ง ตีอ่อน” โดยแนะนำเถียนจี้ว่า แทนที่จะเข้าตีทัพหลวงของเว่ยโดยตรง จงเลี่ยงเสียด้วยการยกทัพไปล้อมเมืองต้าเหลียง เมืองหลวงของแคว้นเว่ย เมื่อทัพเว่ยเห็นดังนั้นก็ย่อมห่วงหน้าพะวังหลัง ที่สุดจักต้องถอนทัพกลับมารักษาเมืองอย่างแน่นอน ทำเช่นนี้ แคว้นจ้าวก็จักปลอดภัยโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเลย เถียนจี้เห็นชอบด้วยจึงทำตาม
ที่สุดแล้ว การณ์เป็นไปดั่งคำของซุนปินทุกประการ พังจวนเห็นทัพฉีไปล้อมเมืองเว่ยก็ห่วงหน้าพะวงหลัง กลัวว่าตีของใหม่ไม่ได้แล้วยังเสียของเก่า เดี๋ยวจะไม่มีแผ่นดินอยู่ จึงรีบสั่งถอนทัพด้วยความรุกลี้รุกรน เป็นอันว่าแคว้นจ้าวปลอดภัย
ฝ่ายซุนปินรู้ว่าทัพเว่ยต้องยกกลับมาแน่ จึงซุ่มทหารคอยลอบตีอยู่กลางทาง ที่สุดแล้ว ทัพเว่ยที่กำลังรีบร้อน พอเจอทัพฉีจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวก็แตกพ่ายไปไม่เป็นกระบวน
สิบปีต่อมา พังจวนนำทัพเว่ยไปตีแคว้นหาน แคว้นหานจึงมาขอให้แคว้นฉีช่วย ซุนปินทำแบบเดิมอีก ส่งทหารไปล้อมแคว้นเว่ยไว้ พังจวนโกรธมาก จำต้องทิ้งหานย้อนกลับมาตีทัพฉี หมายมั่นว่าจะฆ่าซุนปินให้ได้ คราวนี้ซุนปินแสร้งถอยทัพ พลางลดเตาไฟที่ใช้หุงข้าว ให้ดูเหมือนว่าทหารของเขาเหลือไม่มาก ล่อให้พังจวนตามไป
สุดท้าย พังจวนหลงเข้าไปในหุบเขา พลันเห็นอักษรเขียนว่า “พังจวนตายที่นี่” จึงรู้ว่าตนหลงกลซุนปินเข้าให้แล้ว และซุนปินก็ให้ทหารที่ซุ่มอยู่ระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่พังจวนจนร่างพรุนถึงแก่ความตาย ชำระแค้นสิบกว่าปีได้อย่างสาสมที่สุด
กลยุทธ์ “ล้อมเว่ยช่วยจ้าว” แก่นแท้คือการทำให้ข้าศึกพะวง บริหารจัดการทรัพยากรของตนไม่ได้ และอาจต้องแบ่งแยกกำลัง
หากจะใช้ให้ได้ผลยิ่งขึ้น ต้องผสมผสานด้วยการหลอกล่อ แข็งแสร้งทำว่าอ่อน ลวงให้ศัตรูเข้าใจสถานการณ์ของเราผิดพลาด เพื่อหาโอกาสเผด็จศึกให้เด็ดขาดไป
ผู้ใดต้องการนำไปใช้ พึงวางแผนให้ดี รู้ว่าศัตรู “ห่วง”อะไร จงเข้าโจมตีที่ตรงนั้น ยิ่งถ้าใช้ “ความแค้น” เป็นเหยื่อล่อ โอกาสสำเร็จจะเพิ่มมากขึ้นทบเท่าทวีคูณ
(ภาพประกอบโดยจิตรกรสมัยราชวงศ์หมิง)
