ประสบการณ์หวงซาน (2) : เมื่อแรกพบ

IMG_1972

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ลุงคนขับแวะจอดรถที่มินิมาร์ทบริเวณตีนหวงซาน เพื่อให้เราซื้ออุปกรณ์สำหรับปีนเขา หลักๆ ก็มีไม้เท้าคนละอัน กับแผ่นรองใต้รองเท้า เป็นสายคาดไว้กับบู๊ท ด้านล่างคือแผ่นโลหะบางๆ ปลายแหลม เวลาย่ำลงไปบนหิมะ ปลายแหลมนั้นจะเกาะยึดกับน้ำแข็งทำให้ไม่ลื่น

อุปกรณ์พวกนี้ถือว่าจำเป็นมาก เพราะทางเดินขึ้นภูเขามีน้ำแข็งจับเต็มไปหมด ถ้าไม่ใช้มีหวังลื่นล้มได้รับบาดเจ็บแน่

ลุงยังแนะนำให้เราซื้อของกินขึ้นไปให้พร้อม เพราะบนเขาอาหารแพงมาก น้ำขวดเดียว 8 หยวน (40 บาท) เราพยายามซื้อกะให้พอดีกิน ข้าวกล่องคนละกล่องสำหรับมื้อเย็น น้ำคนละขวด กับขนมนิดหน่อยพอแล้ว เพราะถ้าซื้อมากก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักในการขึ้นเขา (เราแวะกินมื้อกลางวันกันก่อนขึ้นเขาด้วยจึงมั่นใจว่าอิ่มไปถึงเย็น)

ครั้นได้ของแล้ว แกก็พาเรามาซื้อตั๋วรถบัส ซึ่งจะต้องนั่งต่อขึ้นเขาไป ก่อนจะนัดแนะจุดที่จะมารับกลับพรุ่งนี้ แล้วแยกกัน

 

ผมซื้อตั๋วรถบัสของตัวเองและเพื่อนๆ คนละ 22 หยวน (ประมาณ 100 บาท) แล้วพากันเดินไปที่ท่ารถ ด้วยความที่พายุหิมะเพิ่งผ่านพ้น คนจึงน้อยมากๆ นี่เป็นสถานการณ์ที่ผมแทบไม่เคยเจอมาก่อนเลยในการเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ของประเทศจีน

เรานั่งรถบัสขึ้นเขาประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงทางเข้าอุทยาน ใครจะเดินขึ้นก็เดินได้ ใครจะขึ้นกระเช้าก็ต้องขึ้นที่ตรงนี้ แต่ต้องซื้อตั๋วให้เรียบร้อยเสียก่อน

ปกติแล้ว นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 150 หยวน หรือ 750 บาทไทย (ราคาสำหรับโลว์ซีซั่น ถ้าเป็นไฮซีซั่นจะอยู่ที่ 230 หยวน หรือ 1,150 บาท) แต่ปรากฏว่าช่วงนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าฟรี เพียงแสดงพาสปอร์ตก็ผ่านฉลุย !! ประหยัดเงินไปได้เยอะมาก

นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ มีอย่างที่ไหน คนชาติตัวเองต้องจ่าย แต่ต่างชาติกลับไม่ต้อง !! บางทีเมืองจีนก็มีนโยบายแปลกๆ เหมือนกัน 

img_2389

สรุปแล้ว เราจึงเสียแค่ค่ากระเช้าคนละ 65 หยวน (325 บาท) แล้วก็เดินขึ้นกระเช้าไปแบบแทบไม่มีคิว

(ก่อนหน้านี้ผมถามลุงคนขับแท็กซี่ แกบอกว่าคนจีนก็มีช่วงที่ขึ้นฟรีเหมือนกัน คือช่วงก่อนตรุษจีนหนึ่งสัปดาห์ อย่างปีนี้ตรุษจีน 16 ก.พ. คนจีนจึงขึ้นหวงซานฟรีได้ระหว่างวันที่ 8-15 ก.พ. แต่ผมคิดยังไง คนต่างชาติก็คุ้มกว่าอยู่ดี เพราะขึ้นฟรีเป็นเดือนๆ ตั้งแต่ ม.ค. ไปจนถึงสิ้น ก.พ. ขณะที่คนจีนฟรีแค่สัปดาห์เดียว)

img_2051

เรานั่งกระเช้าฝ่าเมฆหมอก ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทีแรกไม่เห็นอะไรเลย เพราะอากาศขะมุกขมัวมาก นึกว่าจะกร่อยเสียแล้ว แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่ทะลุเมฆขึ้นไปได้ สิ่งที่เห็นก็ถึงกับทำให้ตะลึงงัน เพราะวิวทิวทัศน์สวยงามมาก สวยยิ่งกว่าที่เคยเห็นในภาพถ่าย

มองไปทางไหนก็ขาวโพลน ทิวเขาสูงต่ำ สลับซ้ำซ้อน เหมือนกับเทพนิยาย และยิ่งสูงก็ยิ่งสวยขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ให้ได้พักสายตากันบ้างเลย

img_2390

ใช้เวลาสิบกว่านาที กระเช้าก็ขึ้นไปถึงยอดเขา อากาศข้างบนหนาวจัด เราเดินต่อขึ้นเขาไป ใช้ไม้เท้าค้ำช่วยทุ่นแรงไปเรื่อยๆ เดินไป ถ่ายรูปไป มีจุดให้พักถ่ายภาพชมวิวเป็นระยะ ในช่วงแรกนี้ยังไม่มีจุดที่เป็นไฮไลท์ และค่อนข้างเดินง่าย เราจึงยังไม่เหนื่อยมาก เป้าหมายของเรา คือจุด “เป๋ยไห่” ซึ่งเป็นจุดที่โรงแรมที่พักของเราตั้งอยู่

ระหว่างทาง มองไปรอบข้าง ต้นสนใหญ่มีน้ำแข็งเกาะขาว ดูราวกับปีศาจหิมะ (​Ice Monster) ใบไม้ทุกใบถูกน้ำแข็งเกาะหนา ..

ใครเคยเห็น “แม่คะนิ้ง” ที่ดอยอินทะนนท์เมืองไทย มาถึงนี่คุณจะเห็นซุปเปอร์แม่คะนิ้ง คือน้ำแข็งหนามากเกาะที่ใบไม้ จนดูเหมือนแก้วคริสตัล 

img_2391

ผมเอาไม้เท้าเคาะใบไม้เสียงดังแป๊กๆ ขยับเท้าครูดกับน้ำแข็งเสียงครืดคราด ธรรมชาติที่แปลกพิสดาร ทำให้แทบจะลืมความหนาวไปเสียสนิท

เป็น “เมื่อแรกพบ” .. ที่ประทับใจแท้

—————————————

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Leave a comment