
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
(ต่อจากตอนที่แล้ว)
เราเดินขึ้นเขาพลาง ชื่นชมธรรมชาติรอบกายไปพลาง ต้นไม้ทุกต้นขาวโพลนไปด้วยหิมะ ใบของมันมีน้ำแข็งเกาะใสวาว ยอดเขาสลับซับซ้อนสีน้ำตาลเข้มถูกโรยไว้ด้วยเกล็ดขาว ดูคล้ายผุดขึ้นมาจากทะเลหมอก
และเหมือนสวรรค์เป็นใจ ในเวลาประมาณบ่ายโมง แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องลงมา ทำให้อุณภูมิระดับติดลบทำร้ายร่างกายเราได้น้อยลง แดดอ่อนๆ สะท้อนกับหิมะสีขาว ขับให้ทิวทัศน์ตรงหน้างามละลานตาไปหมด


เราเดินขึ้นมาพักใหญ่ก็ถึงบริเวณเป๋ยไห่ ซึ่งอยู่สูงพอสมควรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมวิวระดับไฮไลท์ให้ได้ถ่ายรูปกันมากมายหลายจุด เดินไปพลาง แวะเก็บภาพไปพลาง สัมภาระบนหลัง แม้จะไม่หนัก แต่เมื่อแบกรับมันไว้นานๆ ก็เริ่มจะออกฤทธิ์ ดูดพลังไปพอดู
สุดท้ายก็มาถึงโรงแรมที่พัก
โรงแรมนี้เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในไม่กี่โรงแรมบนเขาหวงซาน เราเช็คอิน จ่ายเงิน แล้วเอาสัมภาระไปเก็บบนห้อง ก่อนจะพบความจริงอันน่าตกใจว่าทางโรงแรมไม่มีระบบทำความร้อนหรือ “ฮีตเตอร์” ที่ควรจะส่งลมร้อนผ่านมาทางช่องลมด้านบนติดเพดาน จะมีก็เพียงฮีตเตอร์ติดผนังตัวเล็กๆ อยู่ข้างหน้าต่าง ซึ่งไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้ในความหนาวระดับนี้
พักเรื่องน่ากังวลใจเอาไว้ก่อน เราออกเดินทางจากโรงแรมอีกครั้ง โดยตัดสินใจว่าจะตระเวณ “เก็บ” จุดสวยงามต่างๆ ให้ได้สักครึ่งเขา โดยมุ่งไปชมพระอาทิตย์ตก ณ“กวางหมิงติ่ง” ซึ่งว่ากันว่าเป็นที่สุดแห่งความงดงาม


แต่แน่นอน ไม่มีความสวยงามใดได้มาโดยไม่ต้องลงทุน เส้นทางจากโรงแรมเป๋ยไห่ไปถึงกวางหมิงติ่งนั้น “โหดหิน” สุดๆ เพราะมันเป็น “วัน เวย์ อัพ” คือมีแต่ขึ้นอย่างเดียว แทบไม่มี “ทางราบ” ให้ได้พักหายใจ เป็นระยะทางยาวไกลไม่ต่ำกว่า 2-3 กิโลเมตร
แม้จะถูกทำเป็นขั้นบันไดให้เดินสะดวก แต่การต้องก้าวขึ้นบันไดหลายร้อยขั้นก็ทำให้เราแทบจะขาดใจ หัวใจเต้นแรง ขาแข็งไปหมด ทั้งๆ ที่สมาชิกก๊วนเราร่างกายสมบูรณ์ ออกกำลังกันทุกวัน แต่พอเจอทางเส้นนี้ ทุกคนถึงกับออกปาก ยอมรับในความ “สาหัสสากรรจ์”
คิดว่าเดินมาไกลแล้ว มองไปข้างหน้ากลับเจอแต่ขั้นบันไดไม่มีสิ้นสุด แต่เราทุกคนก็กัดฟันก้าวเท้าต่อไป

ป้ายบอกทางเริ่มโผล่มาให้กำลังใจเป็นระยะ ว่าเราผ่านมาได้ครึ่งทาง-ค่อนทางแล้ว ระหว่างนั้นมีซอกเขา หุบเขาให้ได้ชมความงามแปลกตา ผมสังเกตเห็นข้างทาง ใบหญ้าถูกเกาะกุมถล่มจนลู่หมอบลงกับพื้น ดูราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นภาพที่ในชีวิตไม่เคยคิดจะได้เห็น ถือเป็นรางวัลช่วยลดทอนความเหนื่อยลงไปได้บ้าง
สุดท้าย คณะของเราก็หอบหิ้วกันมาถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ในเวลาประมาณสี่โมงเย็นกว่าๆ


ดังที่บอกไปแล้วว่าจุดนี้ชื่อจุด “กวางหมิง” เป็นจุดสูงสุดของเขาหวงซาน สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,860 เมตร หรือเกือบสองกิโลเมตร และมีอาคารก่อสร้างไว้เพื่อให้สามารถชมวิวทิวทัศน์ได้ถนัดตาขึ้นอีก
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือทะเลหมอกกับดวงตะวัน แม้จะยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ตก ก็สวยงามจนเกินจะเอื้อนเอ่ย
ตอนที่เราไปถึง มีช่างภาพจำนวนมากเอากล้องมาตั้งจับจองพื้นที่กันพอสมควรแล้ว เราเดินเล่นลัดเลาะ หาจุดเหมาะๆ สำหรับช่วงไฮไลท์ในอีกไม่กี่นาที
(ได้พบคนไทยสองคนมารอชมพระอาทิตย์เหมือนกัน เป็นนักเรียนเซี่ยงไฮ้ แต่เขาไม่โชคดีเหมือนเรา เพราะจองโรงแรมมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่เขาปิด ขึ้นไม่ได้ จึงเสียเงินไปเปล่าๆ และตัดสินใจกลับขึ้นมาใหม่ในวันนี้)
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง โมเม้นต์ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง

ดวงอาทิตย์เริ่มลดระดับลง
แสงสีเหลือง “ทอ” ออกมาเข้มขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้าย แสงนั้นกลายเป็นสีส้ม และส้มเข้มจนเกือบจะแดง
แต่ที่ปลายประกายซ้ายขวากลับเป็นสีออกอมม่วง เหมือนเทวดาตั้งใจแต่งแต้มไว้อย่างนั้น
ผมหยิบโทรศัพท์มือถืออกมาถ่ายรูปนับร้อยครั้ง พอหนำใจแล้วก็ขอยืนนิ่งๆ ดื่มด่ำกับภาพที่เห็นตรงหน้า
นี่หาใช่อื่นใด นอกจากการ “เสพสวรรค์” โดยแท้
อากาศหนาวเหน็บที่มากระทบผิวกาย ไม่ควรค่าใดๆ แก่การระลึกถึงอีกแล้ว
