
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
หลังจากได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค เคยประกาศว่าจะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน
ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนในสังคม
การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ แม้ไม่น่าแปลกใจ แต่ก็ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งๆ ที่เสียคะแนนให้พลังประชารัฐไปมากมายขนาดนั้น เหตุไฉนยังไปร่วมกับเขาอีก ?
เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 1,800 ปีก่อน
ค.ศ. 263 สมัยสามก๊ก สุมาเจียว อัครมหาเสนาบดีแห่งวุยก๊ก ส่งทัพมาบุกจ๊กก๊กเป็นสองสาย สายแรกให้จงโฮยนำมา อีกสายหนึ่งให้เตงงายนำมา โดยอาศัยราชโองการของพระเจ้าโจฮวน ฮ่องเต้หุ่นเชิด เป็นใบเบิกทาง
ทัพของเตงงายมีกำลังน้อยกว่า แต่สู้อุตส่าห์บุกตะลุยข้ามหุบเขาสลับซับซ้อนเข้ามาถึงเมืองเฉิงตู นครหลวงของจ๊กก๊กได้ก่อน ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยน ฮ่องเต้จ๊กก๊ก ร้อนใจยิ่งนัก มิรู้ที่จะทำประการใด จึงเรียกเหล่าขุนนางมาปรึกษา
ขุนนางฝ่ายบู๊ส่วนหนึ่งเห็นควรสู้สุดกำลังเพื่อปกปักรักษาอธิปไตย โดยแนะให้ไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าซุนฮิวแห่งง่อก๊กให้ยกทัพมาช่วย โน้มน้าวให้ฝ่ายนั้นเห็นว่า ถ้าจ๊กถูกกลืน ง่อเองก็อยู่ไม่ได้ จึงควรร่วมมือกันต้านวุยเสียแต่ครั้งนี้
ทว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นจำนวนมากกลับเห็นควรวางอาวุธยอมแพ้ แม้ทัพเตงงายของฝ่ายวุยจะเหลือกำลังเพียง 2,000 เนื่องจากล้มตายไปมากมายระหว่างเดินทางข้ามเขา
หนึ่งในเหตุผลกระแทกใจ มาจากปากของเจียวจิ๋ว ขุนนางเฒ่าที่ทูลเล่าเสี้ยนว่า
“ใช่ว่าเมืองกังตั๋งจะตั้งมั่นเป็นเอกโทอยู่ก็หาไม่ ก็จะเสียแก่วุยก๊กเป็นมั่นคง นานไปก็จะกลับไปคำนับเขา ก็จะมิได้อัปยศเป็นสองซ้ำไปหรือ จะต้องการอันใด ขอให้พระองค์ดำริดูเถิด”
ความหมายของเจียวจิ๋วก็คือ ให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนยอมเสียพระเกียรติยศ ก้มหัวต่อฮ่องเต้วุย ดีกว่าไปคำนับง้องอนฝ่ายง่อ เพราะหากสุดท้ายพ่ายศึก ก็หนีไม่พ้นต้องกลับมาก้มหัวให้วุยอีกครั้งหนึ่ง
พูดง่ายๆ ก็คือ “อายครั้งเดียว ดีกว่าอายสองครั้ง”
เล่าเสี้ยนฟังแล้วเห็นชอบด้วย ประกาศศิโรราบ ยอมมอบเอกราชแก่วุยก๊ก เป็นอันสิ้นสุดแผ่นดินที่พระเจ้าเล่าปี่ อัครมหาเสนาบดีขงเบ้ง และเหล่าทหารหาญ เพียรสร้างมาด้วยความยากลำบากแต่เพียงเท่านี้
เมื่อทราบคำสั่งให้ยอมแพ้ เกียงอุย แม่ทัพใหญ่ที่ตั้งทัพยันกับจงโฮยของฝ่ายวุยอยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะ ถึงกับแผดร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง ก่อนลั่นวาจาตัดพ้อ สามก๊กฉบับหอพระสมุดบรรยายไว้อย่างออกรสว่า
“เกียงอุยแจ้งเนื้อความในข้อรับสั่งก็ตกใจนิ่งตะลึงไปทั้งตัว ทหารทั้งปวงรู้ดังนั้นก็ชวนกันร้องไห้อึงคะนึงขึ้นว่า เราทั้งหลายอุตส่าห์ออกมาทรมานอยู่ ปรารถนาจะกำจัดศัตรูเสีย เหตุใดพระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงมายกเมืองให้เตงงายโดยง่ายฉะนี้มิควรเลย”
พูดเสร็จ เกียงอุยชักดาบออกมา ฟันลงไปบนหิน หินนั้นขาดเป็นสองท่อน!
เช่นเดียวกับ “เล่าขำ” บุตรคนที่ห้าของพระเจ้าเล่าเสี้ยน ที่ยอมรับไม่ได้กับ “มติอัปยศ” จนตัดสินใจปลิดชีพภรรยาและลูกสามคน ก่อนหิ้วหัวสี่หัวมาวางเซ่นหน้ากุฏิศพพระเจ้าเล่าปี่แล้วเชือดคอตัวเองตายตามไป
เล่าเสี้ยนตัดสินใจบนทางสองแพร่ง ด้านหนึ่งจ๊กก๊กแม้อ่อนแอลงไปมาก แต่หากสร้างพันธมิตร ตัดสินใจฮึดสู้ ยังพอมีหวังที่จะกู้คะแนนเสียงกลับคืนมา
แต่การยอมอยู่ใต้ “นักเลงโต” ย่อมสุขสบายกว่า อย่างน้อยยังพอรักษาชีวิตทรัพย์สิน ดีกว่าสู้ตาย สุดท้ายอาจไม่เหลืออะไร
สันดานเล่าเสี้ยนเป็นคนรักสบายมาตลอดชีพ เห็นทางออกง่ายๆ ตรงหน้าก็รีบคว้า เรื่องศักดิ์ศรีอื่นใดไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง จึงฟันธงเลือกได้ไม่ยาก

เหลียวมามองประชาธิปัตย์ การตัดสินใจครั้งนี้มิได้ต่างอะไรจากจ๊กก๊กครั้งกระโน้น
สิบกว่าปีที่ผ่านมา ปชป. อ่อนแอลงไปมาก จากการเลือกทางเดินของตนเอง จนลดสถานะจาก “พรรคขนาดใหญ่” กลายเป็น “พรรคขนาดกลาง” หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
ตกต่ำชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่สุดท้าย เสียงส่วนใหญ่ของชาวพรรคยังเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งแห่งการสืบทอดอำนาจของ คสช.
เป็นการเลือก “ทางสบาย” เหนือ “ความลำบาก” เป็นการเลือก “อายครั้งเดียว” ด้วยการ “ก้มหัวให้ศัตรู”
ท้ายที่สุด ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร จะพบจุดจบเหมือนจ๊กก๊กหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้
